ความเป็นมาของจังหวัดลำปาง

ประวัติความเป็นมาของจังหวัดลำปาง

ลำปางเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายตำนานที่กล่าวอ้างถึงความเป็นมาของเมืองลำปาง อย่างเช่น ตำนานเมืองที่กล่าวในหนังสือของวัดศรีล้อมที่กล่าวถึงตำนานเมือง “กุกุฏนคร”เป็นภาษาบาลี แปลว่า “ไก่ขาว” ตำนานได้กล่าวว่าในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ออกเผยแพร่พระธรรมแก่ มวลมนุษย์ชาติพลบค่ำได้เสด็จมายังดอยหม่นน้อย เหนือฝั่งแม่น้าวัง ประทับอยู่ที่นั่น พออรุณรุ่งพรอินทร์เกรงว่า ประชาชนจะตื่นขึ้นมาบิณฑบาตรพระพุทธองค์ไม่ทันจึงแปลงกายเป็นไก่ขาว ขันปลุกให้ประชาชนตื่นขึ้นมาบิณฑบาตร กุกุฎนคร จึงเป็นที่มาของเมืองไก่ขาวและต่อๆมา เจ้าเมืองผู้ครองเมืองลำปางจึงถือเอาไก่ขาว เป็นตราสัญลักษณ์ของเมืองลำปางมาตราบเท่าทุกวันนี้

อีกตำนานได้กล่าวถึงเมืองลำปางโบราณซึ่งอยู่บริเวณของวัดพระธาตุลำปางหลวงโดยมีปะวัติความเป็นมา คือเมืองลำปางสมัยพุทธกาลซึ่งมีภาษาบาลีว่า “ลัมภกัปปนคร” ไม่มีประวัติผู้สร้างไว้เว้นแต่ระบุเจ้าถิ่นเดิมคือชาวลัวะได้อาศัยยังหมู่บ้านชื่อลำปางหลวงซึ่งมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่าลัมภกาลีวัน หมู่บ้านนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอเกาะคา ที่ตั้งของวัดพระธาตุลำปางหลวงปัจจุบัน

ตำนานได้กล่าวไว้ว่าสมัยพุทธกาล องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ อนุตรสัมมสัมโพธิญาณได้ 25 พรรษาได้เสด็จมาประทับ ณ ดอยม่อนน้อย สมสวย ตำบลลัมภกาลีวัน ( ตำบลลำปางหลวง ) ณวัดพระธาตุลำปางหลวงขณะนั้นมีชาวลัวะคนหนึ่งชื่อ อ้ายกอนเดินผ่านมาก็เกิดศรัทธาได้นำมะพร้าว และน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้าง (ไม้ไผ่)ดอน (หาบ) ด้วยไม้จาวมาถวายพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธองค์ฉันท์น้ำผึ้งแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า การเบื้องหน้าจะมีผู้มาสร้างบ้านแปงเมืองขึ้น ที่แห่งนี้และพระองค์ประทานพระเกษาให้แก่ลัวะอ้ายกอนก็ได้นำพระเกษามาบรรจุไว้ในผอบทองคำหนัก 8 กรัมอัญเฃิญประดิษในหลุมกว้าง5 วาลึก 7 ศอกและได้ก่อพระเจดีย์รอบไว้พระพุทธเจ้ายังพยากรณ์ต่อไปว่าเมื่อพระองค์เข้าสู่ปรินิพพานแล้วเป็นเวลา 218 ปีจะมีพระอรหันต์ 2 องค์ คือพระกุมาระกัสปะเถระ

นำเอาอิฐพระนราศข้างขวาและพระเมฆิยเถระ นำเอาอิฐลำคอข้างหน้ามาบรรจุไว้ในพระเจดีย์นี้อีก ส่วนลัวะอ้ายกอนก็ได้นำมาไม้ขะจาวที่ใช้หาบของมาถวายพระองค์ปักลงข้างๆ เจดีย์ที่ก่อไว้ซึ่งการต่อมาต้นขะจาวก็เจริญงอกงามคู่องค์พระเจดีย์สืบมาจนทุกวันนี้

ตามคำทำนายของพระพุทธองค์ณ ตำบลแห่งหนึ่งก็ได้เจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมาสร้างบ้านแปงเมืองสืบมาหลายยุคหลายสมัยจนกระทั่งมาถึงสมัยก่อนต้นตระกูลเชื้อเจ็ดตน ผู้ครองเมืองทางเหนือได้มีประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ของบ้านเมืองก่อนที่จะเกิดวีรบุรุษผู้กอบกู้เมืองมาจากพม่า เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นระหว่างพ.ศ. 2272ถึง 2275หัวเมืองล้านนาทั้งหมดตกอยู่ในอำนาจของพม่าชาวเมืองเมืองระส่ำระส่าย มีจรจลวุ่นวาย พม่าส่งผู้ปกครองมาดูแลหัวเมืองล้านนาทั้งหมดอาทิเชียงใหม่ เชียงแสน เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูนส่วนนครลำปาง อิทธิพลพม่าผ่เข้ามาแล้วแต่ยังมิได้ส่งผู้แทนมาปกครองหัวเมืองอื่นๆ ขณะนั้นกษัตริย์ผู้ปกครองเมือง คือ เจ้าลิ้นก่าน

ยังทรงพระเยาว์อยู่ ชาวนครลำปางจึงตั้งขุนนาง 4 คน เป็นผู้สำเร็จราชการแทน เป็นการชั่วคราว คือ แสนหนังสือ แสนเทพ แสนบุญเฮือนและจะเรน้อย

ขณะนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนายางค์หรือนาหยาบ (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอแม่ทะจังหวัดลำปาง) มีวิทยาอาคมประชาชนนับถือ สมัครเป็นบริวารจำนวนมาก สมภารวัดสามขา กับสมภารวัดบ้านฟ่อนต่างสึกออกมาเป็นเสนาซ้ายขวา ตั้งเป็นก๊กเป็นเหล่าชั้น เป็นเหตุให้พม่าไม้พอใจ ส่งเท้ามหายศผู้ครองเมืองลำพูนยกกองทัพมาปราบ สมภารวัดนายางก็คุมสมัครพรรคพวกออกรบกองทัพพม่าที่ตำบลป่าตันต้านทานกองกำลังพม่าไม่ได้ พ่ายแพ้หนีไปยังวัดพระธาตุลำปางหลวง พม่าตามไปล้อมไว้ พอตกกลางคืนสมภารวัดนายางกับเสนาซ้ายขวา ก็พากันหนีจากวงล้อมทหารพม่าแต่ก็หนีไม่พ้นถูกทหารพม่าใช้ปืนยิงถึงแก่ความตาย ทั้งสมภารวัดนายางและเสนาซ้ายขวา กองทัพพม่าก็กลับมาตั้งมั่นที่วัดพระธาตุลำปางหลวงและทัพพม่าท้าวมหายศแต่งตั้งให้หาญฟ้าแมบ หาญ

ฟ้าง้ำ หาญฟ้าฟื้นเข้าไปเจรจาต่อขุนนางทั้ง 4 โดยตัวแทนของพม่าทั้ง 3 ได้เหน็บอาวุธเข้าไป พอได้โอกาสก็พากันแทงขุนนางทั้ง 4และยกกองกำลังหนุน เข้าไปปล้นเอาเมืองลำปางได้ แสนหนังสือแสนเทพและแสนบุญเฮือนถูกฆ่าตายส่วนนายจะเรน้อยและเจ้าลิ้นก่านพากันหนีไปที่ประตูผา นครลำปางตกในครอบครองของท้าวมหายศซึ่งตั้งมั่นอยู่ในเขตกำแพงวัดพระธาตุลำปางหลวงท้าวมหายศทารุณกดขี่ราษฎรได้รับความเดือดร้อนทั่วไปมิมีผู้สามารถปราบกองทัพท้าวมหายศได้

เจ้าอธิการวัดพระแก้วหรือวัดชมภู (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดลำปาง) มีความรู้ทางโหราศาสตร์ ประชาชนเลื่อมใสสมัครเข้าเป็นบริวารจำนวนมาก ประสงค์จะหาผู้มีความสามารถกู้อิสรภาพคืนจากพม่ามีผู้แนะนำว่าหนานทิพย์ช้าง พรานป่าเป็นผู้มีความสามารถ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกำลังกายแข็งแรงรู้จักและชำนาญในการใช้อาวุธ เจ้าอธิการวัดพระแก้วจึงไปขอร้องให้หนานทิพย์ช้างไปกอบกู้บ้านเมืองในครั้งนี้โดยมีข้อเสนอ เมื่อกอบกู้บ้านเมืองคืนมาได้จะสถาปนาให้เป็นเจ้าครองเมืองลำปางต่อไป หนานทิพย์ช้างขันอาสาโดยได้นำไพร่พลไป 300 คนใช้ซุ่มรออยู่ข้างนอกวัดพระธาตุลำปางหลวง หนานทิพย์ช้างได้รอบเข้าไปในวัดทางท่อระบายน้ำปลอมเป็นคนลำพูนเข้าไปส่งข่า แก่ทัพพม่าเมื่อสามารถเข้าไปวัดได้ ไปถามทหารว่าแม่ทัพเป็นคนไหน ตนมาจากลำพูนเพื่อมาส่งข่าว ทหารพม่าหลงเชื่อ ก็ชี้บอกแม่ทัพท้าวมหายศซึ่งขณะนั้นนั่งเล่นหมากรุกอยู่ในศาลาหลวง เมื่อหนานทิพย์รู้ว่าแม่ทัพคือคนไหน ก็ใช้ปืนที่พกมายิงจนแม่ทัพพม่าเสียชีวิตและสามารถยึดเมืองและสามารถยึดเมืองกลับคืนมา พร้อมสถาปนาตนเองเป็นเจ้าทิพย์จักรหลวงหรือเจ้าสุลวฤาไชยสงคราม (เจ้าพ่อทิพย์ช้าง) ปกครองเมืองลำปางตั้งแต่พ.ศ. 2275 นาน 27ปีและพระองค์ได้พิลาลัยในปี

2302 รวมอายุได้ 85 ปี เจ้าทิพย์ช้างมีโอรส และพระธิดากับเจ้าแม่พิมพารวม6 องค์คือเจ้าอ้าย(ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเยาว์)เจ้าชายแก้วเจ้านางคำ เจ้านางคำปา เจ้าคำปอเฮือน (ตายในสนามรบ) และเจ้านางกม พระโอรสองค์สองคือ เจ้าฟ้าแก้วซึ่งเป็นพระโอรสเพียงพระองค์เดียวทีเหลืออยู่ จึงได้ครองราชต่อจากพ่อเจ้าทิพย์ช้าง เจ้าฟ้าแก้วมีโอรส 7 องค์ธิดา 3 องค์ ได้แก่เจ้ากาวิละ เจ้าคำโสม เจ้าน้อยธรรมลังกา เจ้าดวงทิพบย์ เจ้าศรีอโนชา เจ้าศรีวรรณ (ถึงแก่กรรม)เจ้าหมูล่า เจ้าคำฝั้น เจ้าศรีบุญตัน(ถึงแก่กรรม) เจ้าบุญมาในช่วงที่เจ้าฟ้าแก้วครองเมืองลำปาง ช่วงนั้นพระองค์ได้ถูกเจ้าลิ้นก่าน(โอรสของเจ้าเมืองลำปางที่เสียเมืองให้แก่ท้าวมหายศ) เข้ายึดอำนาจเจ้าฟ้าแก้วได้หนีไปพึ่งเจ้าเมืองแพร่ เมืองลำปางก็อยู่ในปกครองของเจ้าลิ้นก่าน ต่อมาปี พ.ศ. 2304 พม่าก็ได้มีอำนาจอีก ได้ส่งกองทัพมายึดหัวเมืองต่างๆ ในอาณาจักรล้านนาไทย หัวเมืองต่าง ๆ ยอมอ่อนน้อม และ พม่าได้จัดการปกครองลำปางใหม่และ ให้เจ้าฟ้าแก้วขึ้นปกครองเมืองลำปางทำให้เจ้าลิ้นก่านเกิดความไม่พอใจ พม่าจึงเข้ามาชำระความโดยการดำน้ำพิสูจน์ เจ้าลิ้นก่านแพ้ จึงถูกประหารชีวิต จากนั้นเจ้าฟ้าแก้วก็ปกครองเมืองลำปางตลอดมา และมีโอรสทั้ง 7 พระองค์สืบทอดเป็นเจ้าผู้ครองเมืองทางเหนือ เรียกว่า “เชื้อเจ็ดตน”ส่วนธิดาที่เหลือเพียงองค์เดียว คือเจ้าศรีอโนชา ต่อมาก็ได้เป็นอัครชายาของสมเด็จพระยากรมพระราชวังบวรมหาเสรสีหนาท

เชื้อเจ็ดตนที่ครองเมืองทางเหนือได้แก่ เจ้ากาวิละ ครองเมืองลำปางและเชียงใหม่ เจ้าคำโสม ครองเมืองลำปาง เจ้าน้อยธรรมลังกาครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าดวงทิพย์ ครองเมืองลำปางเจ้าหมูหล้า เป็นเจ้าอุปราชเมืองลำปาง เจ้าคำฝั้น เป็นพระยาเมืองลำพูน และพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก และ เจ้าบุญมา ได้เป็นพระยาลำพูน ซึ่งเป็นภาษาบาลีของคำว่า ละกอน คำว่าละกอนนี้เป็นชื่อเมืองในสกุลของละพูร และ ละไว้ ตำหรับพระฤาษี สร้างเมืองเป็นรูปหอยสังขปัตตสัญฐานคือเมืองในรูปหอยสังข์ซึ่งมีอ้างอิงในหนังสือจามเทวีวงศ์ แล ตำนาน ไฟม้างกัปป์ รวมทั้งตำนานมุลศาสนาซึ่งพรรณาว่าสร้างเป็นรูปเกล็ดหอย เมืองเขลางค์มีเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ เจ้าอนันตยศ ปกครองเมืองราว พ.ศ. 1223 และได้สถาปนาเป็นเจ้าอิทรเกิงกร ครองเมืองเขลางค์สืบมา (บริเวณเมืองตรงกับหมายเลข 1 ในแผนที่) ต่อมาในปี พ.ศ. 1264 พระองค์ได้สร้างเมืองขึ้นใกล้ ๆ เมืองเขลางค์ เพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระมารดา พระนางจามเทวี คราวเสด็จมาเยี่อมพระองค์ชื่อเมือง อาลัมภางค์ ครั้งสุดท้ายราวปี พ.ศ. 1264 พระนางจามเทวีได้เสด็จมาประทับยังเมืองอาลัมภางค์พระนางประทับที่เมือง

นี้นาน 6 ปีก็เสด็จสวรรคตต่อมาเจ้าอินเกิงกรก็ได้รวมเมืองสองเมืองนี้เข้าด้วยกันเรียกว่า เมืองเขลางค์อาลัมภางค์ และมีผู้ครองเมืองต่อมาเรื่อย ๆ และเกิดร้างขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อทัพเชียงใหม่ตีเขลางค์แตก ในปี พ.ศ. 1844 ในระยะเวลาต่อมาก็ได้รับการฟื้นฟูจนถึงก่อนสมัยได้รับอิทธิพลของพม่า และตรงนี้จะเป็นบริเวณที่ตั้งของวัดพระแก้วดอนเต้าปัจจุบันที่วัดนี้ยังมีหลักฐานช่วงที่พระแก้วมรกตหรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร ได้ถูกอัญเชิญให้มาประทับ ณวัดของเมืองเขลางค์ในปี พ.ศ. 1979 จนถึง พ.ศ. 2011 นานถึง 32 ปี จากนั้นก็ไปประทับที่เมืองเชียงใหม่และลาว จนในที่สุดก็กลับมายังกรุงศรีอยุธยา และปัจจุบันประทับอยู่ที่ วัดพระศรีรัตนศาสนราม

จนในปี พ.ศ. 2058 กองทัพอโยธยาของพระรามาธิบดีที่ 2 ยกทัพมาตีเมืองเขลางค์และ เมืองก็ได้แตกเป็นครั้งที่สองเกิดร้างไปจนกระทั่งปี พ.ศ. 2275 ซึ่งเป็นช่วงสมัยของ พ่อเจ้าทิพย์ช้างปกครองเมืองลำปาง บริเวณวัดพระธาตุลำปางหลวงรุ่นหลานก็คือเจ้ากาวีละและ เจ้าคำโสม ทั้งสองพระองค์ได้ย้ายเมืองจากลำปางเดิมมายังเมืองเขลางค์ โดยพระองค์ได้รวบรวมเมืองเขลางค์เก่าและมาปรับปรุงเมืองใหม่ ชื่อเมืองว่า เมืองคอกวัว ต่อมาเมืองคอกวัวก็ได้ถูกทหารพม่ารุกราน เจ้าเมืองกาวีละและเจ้าคำโสม ได้ต่อสู้กับทหารพม่าเพื่อรักษาเมืองไว้ และสามารถรบชนะ แต่ผลจากการสู้รบทำให้บ้านเมือง ถูกทำลายไปมากยากแก่ การที่จะบูรณะใหม่ได้ ในปี พ.ศ. 2351 พระองค์มีความคิดที่จะย้ายเมืองมายังแห่งใหม่คือ ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำวังด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำวัง บริเวณศาลากลาง หลังเก่า หลังจากนั้นก็มีเจ้าเมืองลำปางปกครองมาเรื่อย จนถึงสมัยของเจ้าดวงทิพย์ปกครองเมืองลำปางจะตรงกับ รัชกาลที่ 2 ของราชวงศ์จักรีและในรัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์จักรี ได้ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนตำแหน่ง พระยา ในหัวเมืองฝ่ายเหนือให้มีตำแหน่งเป็น เจ้า

ขณะนั้นพระยาน้อยญาณรังสีครองเมืองลำปาง ก็เปลี่ยนตำแหน่งเป็น เจ้าวรญาณรังสี และต่อมาจนถึงเจ้าผู้ครองเมืองลำปางองค์สุดท้าย คือ เจ้าบุญวาทย์มานิต และได้ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2458 ได้แยกไปอยู่กับมณฑลมหาราษฎร์ และในที่สุดก็ยกเลิกมณฑลทั่วราชอาณาจักรลำปางจึงมีฐานะเป็นจังหวัดมาจนถึงทุกวันนี้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s