ความเป็นมาของจังหวัดลำปาง

ประวัติความเป็นมาของจังหวัดลำปาง

ลำปางเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายตำนานที่กล่าวอ้างถึงความเป็นมาของเมืองลำปาง อย่างเช่น ตำนานเมืองที่กล่าวในหนังสือของวัดศรีล้อมที่กล่าวถึงตำนานเมือง “กุกุฏนคร”เป็นภาษาบาลี แปลว่า “ไก่ขาว” ตำนานได้กล่าวว่าในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ออกเผยแพร่พระธรรมแก่ มวลมนุษย์ชาติพลบค่ำได้เสด็จมายังดอยหม่นน้อย เหนือฝั่งแม่น้าวัง ประทับอยู่ที่นั่น พออรุณรุ่งพรอินทร์เกรงว่า ประชาชนจะตื่นขึ้นมาบิณฑบาตรพระพุทธองค์ไม่ทันจึงแปลงกายเป็นไก่ขาว ขันปลุกให้ประชาชนตื่นขึ้นมาบิณฑบาตร กุกุฎนคร จึงเป็นที่มาของเมืองไก่ขาวและต่อๆมา เจ้าเมืองผู้ครองเมืองลำปางจึงถือเอาไก่ขาว เป็นตราสัญลักษณ์ของเมืองลำปางมาตราบเท่าทุกวันนี้

อีกตำนานได้กล่าวถึงเมืองลำปางโบราณซึ่งอยู่บริเวณของวัดพระธาตุลำปางหลวงโดยมีปะวัติความเป็นมา คือเมืองลำปางสมัยพุทธกาลซึ่งมีภาษาบาลีว่า “ลัมภกัปปนคร” ไม่มีประวัติผู้สร้างไว้เว้นแต่ระบุเจ้าถิ่นเดิมคือชาวลัวะได้อาศัยยังหมู่บ้านชื่อลำปางหลวงซึ่งมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่าลัมภกาลีวัน หมู่บ้านนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอเกาะคา ที่ตั้งของวัดพระธาตุลำปางหลวงปัจจุบัน

ตำนานได้กล่าวไว้ว่าสมัยพุทธกาล องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ อนุตรสัมมสัมโพธิญาณได้ 25 พรรษาได้เสด็จมาประทับ ณ ดอยม่อนน้อย สมสวย ตำบลลัมภกาลีวัน ( ตำบลลำปางหลวง ) ณวัดพระธาตุลำปางหลวงขณะนั้นมีชาวลัวะคนหนึ่งชื่อ อ้ายกอนเดินผ่านมาก็เกิดศรัทธาได้นำมะพร้าว และน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้าง (ไม้ไผ่)ดอน (หาบ) ด้วยไม้จาวมาถวายพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธองค์ฉันท์น้ำผึ้งแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า การเบื้องหน้าจะมีผู้มาสร้างบ้านแปงเมืองขึ้น ที่แห่งนี้และพระองค์ประทานพระเกษาให้แก่ลัวะอ้ายกอนก็ได้นำพระเกษามาบรรจุไว้ในผอบทองคำหนัก 8 กรัมอัญเฃิญประดิษในหลุมกว้าง5 วาลึก 7 ศอกและได้ก่อพระเจดีย์รอบไว้พระพุทธเจ้ายังพยากรณ์ต่อไปว่าเมื่อพระองค์เข้าสู่ปรินิพพานแล้วเป็นเวลา 218 ปีจะมีพระอรหันต์ 2 องค์ คือพระกุมาระกัสปะเถระ

นำเอาอิฐพระนราศข้างขวาและพระเมฆิยเถระ นำเอาอิฐลำคอข้างหน้ามาบรรจุไว้ในพระเจดีย์นี้อีก ส่วนลัวะอ้ายกอนก็ได้นำมาไม้ขะจาวที่ใช้หาบของมาถวายพระองค์ปักลงข้างๆ เจดีย์ที่ก่อไว้ซึ่งการต่อมาต้นขะจาวก็เจริญงอกงามคู่องค์พระเจดีย์สืบมาจนทุกวันนี้

ตามคำทำนายของพระพุทธองค์ณ ตำบลแห่งหนึ่งก็ได้เจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมาสร้างบ้านแปงเมืองสืบมาหลายยุคหลายสมัยจนกระทั่งมาถึงสมัยก่อนต้นตระกูลเชื้อเจ็ดตน ผู้ครองเมืองทางเหนือได้มีประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ของบ้านเมืองก่อนที่จะเกิดวีรบุรุษผู้กอบกู้เมืองมาจากพม่า เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นระหว่างพ.ศ. 2272ถึง 2275หัวเมืองล้านนาทั้งหมดตกอยู่ในอำนาจของพม่าชาวเมืองเมืองระส่ำระส่าย มีจรจลวุ่นวาย พม่าส่งผู้ปกครองมาดูแลหัวเมืองล้านนาทั้งหมดอาทิเชียงใหม่ เชียงแสน เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูนส่วนนครลำปาง อิทธิพลพม่าผ่เข้ามาแล้วแต่ยังมิได้ส่งผู้แทนมาปกครองหัวเมืองอื่นๆ ขณะนั้นกษัตริย์ผู้ปกครองเมือง คือ เจ้าลิ้นก่าน

ยังทรงพระเยาว์อยู่ ชาวนครลำปางจึงตั้งขุนนาง 4 คน เป็นผู้สำเร็จราชการแทน เป็นการชั่วคราว คือ แสนหนังสือ แสนเทพ แสนบุญเฮือนและจะเรน้อย

ขณะนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนายางค์หรือนาหยาบ (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอแม่ทะจังหวัดลำปาง) มีวิทยาอาคมประชาชนนับถือ สมัครเป็นบริวารจำนวนมาก สมภารวัดสามขา กับสมภารวัดบ้านฟ่อนต่างสึกออกมาเป็นเสนาซ้ายขวา ตั้งเป็นก๊กเป็นเหล่าชั้น เป็นเหตุให้พม่าไม้พอใจ ส่งเท้ามหายศผู้ครองเมืองลำพูนยกกองทัพมาปราบ สมภารวัดนายางก็คุมสมัครพรรคพวกออกรบกองทัพพม่าที่ตำบลป่าตันต้านทานกองกำลังพม่าไม่ได้ พ่ายแพ้หนีไปยังวัดพระธาตุลำปางหลวง พม่าตามไปล้อมไว้ พอตกกลางคืนสมภารวัดนายางกับเสนาซ้ายขวา ก็พากันหนีจากวงล้อมทหารพม่าแต่ก็หนีไม่พ้นถูกทหารพม่าใช้ปืนยิงถึงแก่ความตาย ทั้งสมภารวัดนายางและเสนาซ้ายขวา กองทัพพม่าก็กลับมาตั้งมั่นที่วัดพระธาตุลำปางหลวงและทัพพม่าท้าวมหายศแต่งตั้งให้หาญฟ้าแมบ หาญ

ฟ้าง้ำ หาญฟ้าฟื้นเข้าไปเจรจาต่อขุนนางทั้ง 4 โดยตัวแทนของพม่าทั้ง 3 ได้เหน็บอาวุธเข้าไป พอได้โอกาสก็พากันแทงขุนนางทั้ง 4และยกกองกำลังหนุน เข้าไปปล้นเอาเมืองลำปางได้ แสนหนังสือแสนเทพและแสนบุญเฮือนถูกฆ่าตายส่วนนายจะเรน้อยและเจ้าลิ้นก่านพากันหนีไปที่ประตูผา นครลำปางตกในครอบครองของท้าวมหายศซึ่งตั้งมั่นอยู่ในเขตกำแพงวัดพระธาตุลำปางหลวงท้าวมหายศทารุณกดขี่ราษฎรได้รับความเดือดร้อนทั่วไปมิมีผู้สามารถปราบกองทัพท้าวมหายศได้

เจ้าอธิการวัดพระแก้วหรือวัดชมภู (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดลำปาง) มีความรู้ทางโหราศาสตร์ ประชาชนเลื่อมใสสมัครเข้าเป็นบริวารจำนวนมาก ประสงค์จะหาผู้มีความสามารถกู้อิสรภาพคืนจากพม่ามีผู้แนะนำว่าหนานทิพย์ช้าง พรานป่าเป็นผู้มีความสามารถ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกำลังกายแข็งแรงรู้จักและชำนาญในการใช้อาวุธ เจ้าอธิการวัดพระแก้วจึงไปขอร้องให้หนานทิพย์ช้างไปกอบกู้บ้านเมืองในครั้งนี้โดยมีข้อเสนอ เมื่อกอบกู้บ้านเมืองคืนมาได้จะสถาปนาให้เป็นเจ้าครองเมืองลำปางต่อไป หนานทิพย์ช้างขันอาสาโดยได้นำไพร่พลไป 300 คนใช้ซุ่มรออยู่ข้างนอกวัดพระธาตุลำปางหลวง หนานทิพย์ช้างได้รอบเข้าไปในวัดทางท่อระบายน้ำปลอมเป็นคนลำพูนเข้าไปส่งข่า แก่ทัพพม่าเมื่อสามารถเข้าไปวัดได้ ไปถามทหารว่าแม่ทัพเป็นคนไหน ตนมาจากลำพูนเพื่อมาส่งข่าว ทหารพม่าหลงเชื่อ ก็ชี้บอกแม่ทัพท้าวมหายศซึ่งขณะนั้นนั่งเล่นหมากรุกอยู่ในศาลาหลวง เมื่อหนานทิพย์รู้ว่าแม่ทัพคือคนไหน ก็ใช้ปืนที่พกมายิงจนแม่ทัพพม่าเสียชีวิตและสามารถยึดเมืองและสามารถยึดเมืองกลับคืนมา พร้อมสถาปนาตนเองเป็นเจ้าทิพย์จักรหลวงหรือเจ้าสุลวฤาไชยสงคราม (เจ้าพ่อทิพย์ช้าง) ปกครองเมืองลำปางตั้งแต่พ.ศ. 2275 นาน 27ปีและพระองค์ได้พิลาลัยในปี

2302 รวมอายุได้ 85 ปี เจ้าทิพย์ช้างมีโอรส และพระธิดากับเจ้าแม่พิมพารวม6 องค์คือเจ้าอ้าย(ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเยาว์)เจ้าชายแก้วเจ้านางคำ เจ้านางคำปา เจ้าคำปอเฮือน (ตายในสนามรบ) และเจ้านางกม พระโอรสองค์สองคือ เจ้าฟ้าแก้วซึ่งเป็นพระโอรสเพียงพระองค์เดียวทีเหลืออยู่ จึงได้ครองราชต่อจากพ่อเจ้าทิพย์ช้าง เจ้าฟ้าแก้วมีโอรส 7 องค์ธิดา 3 องค์ ได้แก่เจ้ากาวิละ เจ้าคำโสม เจ้าน้อยธรรมลังกา เจ้าดวงทิพบย์ เจ้าศรีอโนชา เจ้าศรีวรรณ (ถึงแก่กรรม)เจ้าหมูล่า เจ้าคำฝั้น เจ้าศรีบุญตัน(ถึงแก่กรรม) เจ้าบุญมาในช่วงที่เจ้าฟ้าแก้วครองเมืองลำปาง ช่วงนั้นพระองค์ได้ถูกเจ้าลิ้นก่าน(โอรสของเจ้าเมืองลำปางที่เสียเมืองให้แก่ท้าวมหายศ) เข้ายึดอำนาจเจ้าฟ้าแก้วได้หนีไปพึ่งเจ้าเมืองแพร่ เมืองลำปางก็อยู่ในปกครองของเจ้าลิ้นก่าน ต่อมาปี พ.ศ. 2304 พม่าก็ได้มีอำนาจอีก ได้ส่งกองทัพมายึดหัวเมืองต่างๆ ในอาณาจักรล้านนาไทย หัวเมืองต่าง ๆ ยอมอ่อนน้อม และ พม่าได้จัดการปกครองลำปางใหม่และ ให้เจ้าฟ้าแก้วขึ้นปกครองเมืองลำปางทำให้เจ้าลิ้นก่านเกิดความไม่พอใจ พม่าจึงเข้ามาชำระความโดยการดำน้ำพิสูจน์ เจ้าลิ้นก่านแพ้ จึงถูกประหารชีวิต จากนั้นเจ้าฟ้าแก้วก็ปกครองเมืองลำปางตลอดมา และมีโอรสทั้ง 7 พระองค์สืบทอดเป็นเจ้าผู้ครองเมืองทางเหนือ เรียกว่า “เชื้อเจ็ดตน”ส่วนธิดาที่เหลือเพียงองค์เดียว คือเจ้าศรีอโนชา ต่อมาก็ได้เป็นอัครชายาของสมเด็จพระยากรมพระราชวังบวรมหาเสรสีหนาท

เชื้อเจ็ดตนที่ครองเมืองทางเหนือได้แก่ เจ้ากาวิละ ครองเมืองลำปางและเชียงใหม่ เจ้าคำโสม ครองเมืองลำปาง เจ้าน้อยธรรมลังกาครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าดวงทิพย์ ครองเมืองลำปางเจ้าหมูหล้า เป็นเจ้าอุปราชเมืองลำปาง เจ้าคำฝั้น เป็นพระยาเมืองลำพูน และพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก และ เจ้าบุญมา ได้เป็นพระยาลำพูน ซึ่งเป็นภาษาบาลีของคำว่า ละกอน คำว่าละกอนนี้เป็นชื่อเมืองในสกุลของละพูร และ ละไว้ ตำหรับพระฤาษี สร้างเมืองเป็นรูปหอยสังขปัตตสัญฐานคือเมืองในรูปหอยสังข์ซึ่งมีอ้างอิงในหนังสือจามเทวีวงศ์ แล ตำนาน ไฟม้างกัปป์ รวมทั้งตำนานมุลศาสนาซึ่งพรรณาว่าสร้างเป็นรูปเกล็ดหอย เมืองเขลางค์มีเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ เจ้าอนันตยศ ปกครองเมืองราว พ.ศ. 1223 และได้สถาปนาเป็นเจ้าอิทรเกิงกร ครองเมืองเขลางค์สืบมา (บริเวณเมืองตรงกับหมายเลข 1 ในแผนที่) ต่อมาในปี พ.ศ. 1264 พระองค์ได้สร้างเมืองขึ้นใกล้ ๆ เมืองเขลางค์ เพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระมารดา พระนางจามเทวี คราวเสด็จมาเยี่อมพระองค์ชื่อเมือง อาลัมภางค์ ครั้งสุดท้ายราวปี พ.ศ. 1264 พระนางจามเทวีได้เสด็จมาประทับยังเมืองอาลัมภางค์พระนางประทับที่เมือง

นี้นาน 6 ปีก็เสด็จสวรรคตต่อมาเจ้าอินเกิงกรก็ได้รวมเมืองสองเมืองนี้เข้าด้วยกันเรียกว่า เมืองเขลางค์อาลัมภางค์ และมีผู้ครองเมืองต่อมาเรื่อย ๆ และเกิดร้างขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อทัพเชียงใหม่ตีเขลางค์แตก ในปี พ.ศ. 1844 ในระยะเวลาต่อมาก็ได้รับการฟื้นฟูจนถึงก่อนสมัยได้รับอิทธิพลของพม่า และตรงนี้จะเป็นบริเวณที่ตั้งของวัดพระแก้วดอนเต้าปัจจุบันที่วัดนี้ยังมีหลักฐานช่วงที่พระแก้วมรกตหรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร ได้ถูกอัญเชิญให้มาประทับ ณวัดของเมืองเขลางค์ในปี พ.ศ. 1979 จนถึง พ.ศ. 2011 นานถึง 32 ปี จากนั้นก็ไปประทับที่เมืองเชียงใหม่และลาว จนในที่สุดก็กลับมายังกรุงศรีอยุธยา และปัจจุบันประทับอยู่ที่ วัดพระศรีรัตนศาสนราม

จนในปี พ.ศ. 2058 กองทัพอโยธยาของพระรามาธิบดีที่ 2 ยกทัพมาตีเมืองเขลางค์และ เมืองก็ได้แตกเป็นครั้งที่สองเกิดร้างไปจนกระทั่งปี พ.ศ. 2275 ซึ่งเป็นช่วงสมัยของ พ่อเจ้าทิพย์ช้างปกครองเมืองลำปาง บริเวณวัดพระธาตุลำปางหลวงรุ่นหลานก็คือเจ้ากาวีละและ เจ้าคำโสม ทั้งสองพระองค์ได้ย้ายเมืองจากลำปางเดิมมายังเมืองเขลางค์ โดยพระองค์ได้รวบรวมเมืองเขลางค์เก่าและมาปรับปรุงเมืองใหม่ ชื่อเมืองว่า เมืองคอกวัว ต่อมาเมืองคอกวัวก็ได้ถูกทหารพม่ารุกราน เจ้าเมืองกาวีละและเจ้าคำโสม ได้ต่อสู้กับทหารพม่าเพื่อรักษาเมืองไว้ และสามารถรบชนะ แต่ผลจากการสู้รบทำให้บ้านเมือง ถูกทำลายไปมากยากแก่ การที่จะบูรณะใหม่ได้ ในปี พ.ศ. 2351 พระองค์มีความคิดที่จะย้ายเมืองมายังแห่งใหม่คือ ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำวังด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำวัง บริเวณศาลากลาง หลังเก่า หลังจากนั้นก็มีเจ้าเมืองลำปางปกครองมาเรื่อย จนถึงสมัยของเจ้าดวงทิพย์ปกครองเมืองลำปางจะตรงกับ รัชกาลที่ 2 ของราชวงศ์จักรีและในรัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์จักรี ได้ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนตำแหน่ง พระยา ในหัวเมืองฝ่ายเหนือให้มีตำแหน่งเป็น เจ้า

ขณะนั้นพระยาน้อยญาณรังสีครองเมืองลำปาง ก็เปลี่ยนตำแหน่งเป็น เจ้าวรญาณรังสี และต่อมาจนถึงเจ้าผู้ครองเมืองลำปางองค์สุดท้าย คือ เจ้าบุญวาทย์มานิต และได้ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2458 ได้แยกไปอยู่กับมณฑลมหาราษฎร์ และในที่สุดก็ยกเลิกมณฑลทั่วราชอาณาจักรลำปางจึงมีฐานะเป็นจังหวัดมาจนถึงทุกวันนี้

Advertisements

ประเพณีเมืองลำปาง

งานขันโตกช้าง จัดขึ้นทุกวันศุกร์-เสาร์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ บริเวณศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร ภายในงานจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นการแสดงของช้าง พิธีเรียกดวงวิญญาณของช้าง ขบวนแห่และเลี้ยงอาหารช้าง โดยจัดแบบขันโตกของภาคเหนือ

งานสลุงหลวง จะจัดในช่วงวันที่ 12-14 เมษายน ในวันที่ 12 เมษายน จะมีการจัดขบวนแห่สลุงหลวง (สลุงหมายถึงขันน้ำ) ขบวนตกแต่งสวยงาม ผู้ร่วมขบวนแต่งกายแบบล้านนาโบราณ แห่แหนไปรอบเมือง เพื่อรับน้ำขมิ้นส้มป่อยจากประชาชน ไปสรงแด่พระแก้วดอนเต้า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จากนั้นก็จะเป็นการทำบุญที่วัด ก่อเจดีย์ทราย มีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การเล่นสาดน้ำสงกรานต์


งานเมืองสะปาวจาวเวียงละกอน จัดขึ้นในช่วงก่อนวันลอยกระทง บริเวณวัดพระแก้วเต้า และวัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นงานที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ และธรรมเนียมประเพณีของชาวลำปาง มีขบวนแห่ครัวทานตามประเพณีดั้งเดิม

งานเซรามิกจัดขึ้นทุกวันศุกร์แรกของเดือนธันวาคม เป็นเวลา 10 วัน บริเวณตัวเมือง ประกอบด้วยขบวนแห่ทางวัฒนธรรมในวันแรกของงาน การจัดนิทรรศการ การประกวดผลิตภัณฑ์เซรามิค และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เครื่องเคลือบดินเผา

งานพิธีบวงสรวงเสาหลักเมืองและสืบชะตาเมือง ในเดือนกุมภาพันธ์จัดบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดในเดือนกุมภาพันธ์ นับเป็นประเพณีที่ชาวเมืองลำปางจัดต่อเนื่องทุกปี โดยมีการประกอบพิธีทางสงฆ์ พิธีทางพราหมณ์ และการฟ้อนผีมดผีเม็ง อันเป็นพิธีบูชาผีบรรพบุรุษ


งานวันรถไฟรถม้าลำปาง ในช่วงเดือนเมษายนจัดขึ้นที่สถานีรถไฟนครลำปาง ในช่วงเดือนเมษายน ทั้งกลางวันกลางคืนในงานมีการแสดงนิทรรศการ กาดมั่ว (ตลาดกับข้าว) ผู้ร่วมงานจะชักชวนกันแต่งกายแบบย้อนยุคไปประมาณ 80 ปี


งานเดิน-วิ่งมินิฮาล์ฟมาราธอนแม่เมาะ จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่เหมืองลิกไนต์ อำเภอแม่เมาะ แหล่งถ่านหินที่สำคัญของประเทศและของจังหวัดลำปาง

อำเภอของจังหวัดลำปาง

มีทั้งหมด 13 อำเภอ

1.อำเภอเมืองลำปาง

2.อำเภอแม่เมาะ

3.อำเภอเกาะคา

4.อำเภอเสริมงาม

5.อำเภองาว

6.อำเภอแจ้ห่ม

7.อำเภอวังเหนือ

8.อำเภอเถิน

9.อำเภอแม่พริก

10.อำเภอแม่ทะ

11.อำเภอสบปราบ

12.อำเภอห้างฉัตร

13.อำเภอเมืองปาน

แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดลำปาง

พระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม

พระแก้วดอนเต้าสุชาดารามตั้งอยู่ที่ ถนนสุชาดา ตำบลเวียงเหนือ เป็นวัดเก่าแก่และสวยงาม มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ป ีเหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่าวัดพระแก้วดอนเต้า มีตำนานกล่าวว่า พระมหาเถระแห่งวัดนี้ได้พบ แก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่า หมากเต้า) และนำมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป แต่ต่อมาได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวง จนถึงปัจจุบัน ปูชนียสถานที่สำคัญในวัด พระแก้วดอนเต้า ได้แก่ องค์พระบรมธาตุของดอนเต้า พระเจดีย์องค์ใหญ่ ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุ ของพระพุทธเจ้า

วิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์

วิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่มีอายุเก่าแก่พอ ๆ กับวัดนี้ นอกจากนี้ยังมีวิหารหลวง ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย วิหารพระเจ้าทองทิพย์สร้างศิลปะสมัยเชียงแสน มณฑปหรือพญาธาตุศิลปะแบบพม่า วิหารลายคำสุชาดารามฝีมือช่างเชียงแสน ภายในมีจิตรกรรม ฝาผนังโดยมีลวดลายทอง ประดับตามส่วนต่าง ๆ งดงาม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสน และยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนา อันเป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัตถุแบบล้านนาเช่น สัตตภัณฑ์ เครื่องถ้วย กระเบื้องพระพุทธรูปเป็นต้

วัดพระธาตุลำปางหลวง

วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณ ตามตำนานกล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ตอนปลาย มีความสวยงามและอลังการด้วยศิลปะสถาปัตยกรรม ที่สร้างขึ้น ในแนวกำแพงใหญ่ที่ทอดยาวกั้นทุกอย่าง ไว้ในบริเวณวัด ส่วนบันไดด้านหน้าเป็นนาค สองชั้น หัวนาคชั้นแรกเป็นมังกรคล้ายนาค ตามคตินิยม ทางเหนือ ชั้นที่สองเป็นหัวนาคหัวเดียว เดินขึ้นไปตามบันไดนาคจนถึงประตูซุ้มโค้งหรือประตูโขง ที่ส่วนบนมีลายปูนปั้นเป็นกรองวิมาน มีนาคและหงส์ตามชั้นต่าง ๆ จนถึงยอดดูสวยงามยิ่ง ข้างบน ด้านหน้าจะเป็นพระวิหารหลวง เป็นวิหาร เปิดโล่งขนาดใหญ่ เป็นวัดไม้ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย งดงามด้วยสถาปัตยกรรม เก่าแก่ มากมายได้แก่พระธาตุลำปางหลวง, วิหารหลวง, วิหารพระพุทธ, ซุ้มพระบาท, กุฏิพระแก้ว, วิหารพระเจ้าศิลา และพิพิธภัณฑ์ ภายในบริเวณวัด

อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท

อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทมีเนื้อที่ประมาณ 758,750 ไร่ ลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยผืนป่าสงวนแห่งชาติ 9 แห่งในอำเภอต่างๆ จุดสูงสุดอยู่ที่ ดอยแม่ขวัญซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,253 เมตร พื้นที่อุทยานแห่งชาตินี้ยังเป็นทางน้ำไหลลงทางด้านตะวันตกไหลลงสู่แม่น้ำยมที่ทาง

ตอนเหนือของอำเภอสองจังหวัดแพร่

อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทเป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีบันได 283 ขั้นก่อนเข้าถ้ำ มีอุณหภูมิเฉลี่ย ประมาณ26 องศาเซลเซียสอากาศเย็นที่สุดอยู่ในเดือนมกราคมฝน จะตกหนักในเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม พบนกจำนวนมากกว่า 50 ชนิด เช่น นกปีกลายสก๊อต นกเขาเขียว นกเขาเปล้าธรรมดา นกเขาเปล้าหางเข็มทางภาคเหนือ เหยี่ยวขาว ฯลฯ มีแมลงหลากชนิด เช่น ผีเสื้อกลางวัน ด้วงหนวดยาว กว่างดาว ด้วงดิน เป็นต้น แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอุทยานฯ ถ้ำผาไท สันนิษฐานว่าถูกค้นพบโดยพรานป่าล่าสัตว์ หรือจากการสำรวจเส้นทางหลวงแผ่นดิน ภายในถ้ำ เป็นโถงขนาดใหญ่ที่เกิดจากภูเขาหินปูน อายุไม่น้อยกว่าเก้าล้านปียาวลึกจากปากถ้ำ เข้าไป ประมาณ 1,150 เมตร ตลอดเส้นทางอุทยานฯ ได้ติดตั้งไฟให้สว่างเพื่อสะดวกสำหรับเดินชม หินงอกหินย้อยที่มีอยู่มากมายในถ้ำ และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ภายในถ้ำ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เคยเสด็จประพาสเมื่อ พ.ศ. 2469 ดังปรากฏหลักฐานพระปรมาภิไธย

ย่อปปร.ภายในถ้ำค้างคาวจำนวนมากได้อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงมีถ้ำโจรและถ้ำเสือที่มีประวัติเก่าแก่สามารถเดินถึงได้จากถ้ำผาไท


อนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาคำลือ

อนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาคำลือเป็นที่ประดิษฐสถาน อนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาคำลือ ซึ่งเป็นอุปราชใหญ่ได้ครองเมืองวิเชตนคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1897 และเป็นสถานที่ สักการะกราบไหว้ของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ได้มาแวะเยี่ยมเยือน อำเภอแจ้ห่ม ถ้าได้เข้ามาเมืองแจ้ห่มแล้วจะได้เข้ามาสักการะเจ้าพ่อพญาคำลือ

อุทยานแห่งชาติแม่วะ

อุทยานแห่งชาติแม่วะประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 เป็นต้นกำเนิดของน้ำตกแม่วะมีพื้นที่ 368,125 ไร่ หรือ 589 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลต่างๆ ในอ.เถิน อ.แม่พริก จ.ลำปาง อ.สามเงา อ.บ้านตาก จ.ตาก ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงติดต่อกัน โดยมีดอยตาจี่เป็นยอดเขา สูงสุด มี ความสูงประมาณ 1,027 เมตร จากระดับน้ำทะเล สภาพป่าแตกต่างกันไปตามระดับ ความสูงของพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนเขาและดิบแล้ง ลักษณะสัณฐานของ เทือกเขาในอุทยานจะเป็นที่ราบเป็นแนวไปตามสันเขา มีต้นไม้ขนาดใหญ่และพืชสมุนไพร อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งกล้วยไม้และดอกไม้นานาชนิดที่นี่ยังมีความหลากหลายทางกายภาพ

ทั้งชนิดของดิน และสภาพป่าทำให้พืชและสัตว์ต่างๆ อาศัยอยู่หลายชนิดแต่ที่น่าสนใจ คือกิ้งก่าบิน ี่ปัจจุบันจะพบเห็นได้ยาก แต่ยังพบเห็นได้ในอุทยานแห่งชาติแม่วะในระหว่าง เดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่ป่างามมากที่สุด เต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ป่า ยอดเขา จะมีหมอกปกคลุม น้ำตกและลำห้วยจะมีน้ำไหลแรงนักท่องเที่ยวนิยมมาผักผ่อน ในช่วงเดือนนี้ ที่พักและสิ่งอำนวย ความสะดวก มีบริการบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยว

ถ้ำพระสบาย

ถ้ำพระสบายนับว่าเป็้นถ้ำที่สวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง มีบรรยากาศทางธรรมชาติที่หาพบได้ยาก มีความชุ่มชื้นและเย็นสบาย และชมความวิจิตรพิสดารของหินงอกหินย้อย ในถ้ำที่สวยงามธรรมชาติ ถ้ำพระสบายอยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่ทะไปประมาณ 5 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางไปยังถ้ำ พระสบาย การเดินทางสะดวกสบาย

วัดพุทธบาทวัดตวง

ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 5 ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง วัดพระบาทวังตวงเป็นวัดเก่าแก่มีรอยพระพุทธบาท เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอแม่พริก เป็นวัดเก่าแก่มีรอยพระพุทธบาท เป็นที่เคารพสักการะของชาวอำเภอแม่พริก มีตำนาน อันศักดิ์สิทธิ์มายาวนาน มีปูชนียสถานที่สำคัญ คือ รอยพระพุทธบาท 2 รอย ประดิษฐาน อยู่บนยอดดอยที่มีความสูงประมาณ 80 จากระดับแม่น้ำวัง ชื่อของวัด แยกตามศัพท์ได้ 2 ความหมาย คือ พระพุทธบาท หมายถึงรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าและคำว่า วังตวน หมายถึงวังน้ำวนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำวังติดกับวัดพระพุทธบาทวังตวง และอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง รองรับสิ่งที่ไหล เทลงมา ( เช่นภาษาถิ่นว่าเอกโอ่งมาตวงน้ำฝน) อีกอย่างหนึ่งคำว่า “ตวง” มีผู้สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “ต๊วง” ซึ่งเป็นภาษาถิ่น แปลว่า “ดิ้น” หรือพลิกตัว(ฉะนั้นคำว่า ” วังตวง” จึงมีความหมายว่าวังน้ำวนที่รองรับน้ำที่ไหลเทลงมา จากดอยพระบาทและอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง วังน้ำวนที่มีพญานาคพลิกตัวไปมา ดังตำนานเล่าสืบต่อกันมา)

น้ำตกวังแก้ว

เป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งในอุทยานแห่งชาติดอยหลวงซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นอุทยาน แห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. พ.ศ. 2533 ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดพะเยา เชียงราย และลำปาง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,170 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิปะเทศเป็นเขาสูงทอดตัว แนวเหนือ-ใต้ ดอยหลวง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด

น้ำตกวังแก้ว เป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดของจังหวัดลำปาง มีชั้นน้ำตกประมาณ 110 ชั้น แต่เป็นชั้น ใหญ่ 7-8 ชั้น น้ำตกไหลอยู่ตลอดปี เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของน้ำตกจะพบ หมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้า ที่บ้านป่าคาหลวงและบ้านส้าน ซึ่งมีทางขึ้นค่อนข้างชัน ที่น้ำตก วังแก้วยังมีเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติระยะสั้น 1.4 กิโลเมตร นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียง ยังมีน้ำตกวังทอง ซึ่งมีลักษณะคล้าย น้ำตกวังแก้ว

อุทยานแห่งชาติดอยจง

อุทยานแห่งชาติดอยจง มียอดดอยจงเป็นดอยที่สูงสุด เป็นที่ราบกว้างซึ่งมีป่าสนเขา ขึ้นกระจายเป็นกลุ่มๆ และมีหน้าผาเป็นจุดชมทิวทัศน์อยู่หลายแห่ง สามารถชมทิวทัศน์ ได้ทั้งยามดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าในยามเช้าและลับขอบฟ้าในยามเย็น นอกจากนี้บนดอยจงยังพบกล้วยไม้จำนวนมาก โดยเฉพาะฟ้ามุ่ยซึ่งมีสีงดงาม แปลกกว่าฟ้ามุ่ยในพื้นที่อื่น โดยจะออกดอกในช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม จากสันเขามองลงไปเห็นท้องนากว้างใหญ่ของอำเภอสบปราบ และอำเภอเกาะคา ทางขึ้นกับทางลงเป็นคนละเส้นทางกัน ทางลงจะผ่านสันป่าเกี๊ยะซึ่งมีต้นสนสองใบ และสนสามใบขึ้นอยู่หนาแน่น กว่าบริเวณอื่นเหมาะที่จะ ค้างแรม

จากที่ทำการอุทยานแห่งชาติมีเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดดอยจงระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร สภาพทางค่อนข้างชัน ใช้เวลาเดินขึ้นราวครึ่งวัน ผู้สนใจต้องติดต่อ เจ้าหน้าที่ช่วยนำทาง

ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยและสวนป่าทุ่งเกวียน

ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งเกวียน ต.เวียงตาล อยู่ในความดูแลของฝ่ายอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือองค์การ อุตสาหกรรมป่าไม้ แต่เดิม เป็นศูนย์ฝึกลูกช้างซึ่งเป็นแห่งแรกและแห่งเดียว ในโลก โดยเริ่ม ดำเนินการ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นสถานที่เลี้ยงและฝึกลูกช้างเพื่อให้เชื่อฟังคำสั่งและมีความ ชำนาญในการทำไม้ ซื่งในอดีตการทำไม้ในท้องถิ่นภาคเหนือ ส่วนมากเป็นไม้สักซึ่งเป็นที่รู้จักกัน ทั่วไปว่าเป็นไม้ที่มีลวดลาย งดงามและทนทาน มีค่าสูง เป็นสิค้าส่งออกที่ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่ง ของประเทศไทย

ทุ่งบัวตอง

อยู่บนบริเวณที่ทิ้งดินด้านตะวันออกของบ่อเหมือง พื้นที่กว่า 500 ไร่ เกิดจากการนำดินในบ่อเหมือง มาทำเป็นภูเขาเทียมสูง จากระดับพื้นดินปกติ 200 เมตร ดอกบัวตอง จะบานสะพรั่ง เหลืองอร่ามสวยงาม สะดุดตา ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงกลางเดือนธันวาคมของทุกปีและเป็นจุดชมวิว ทิวทัศน์ ที่มีความสูงอยู่ในระดับเทียบเท่าปล่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ สถานที่ชม ทิวทัศน์บริเวณรอบ ๆ กฟผ.แม่เมาะ และอำเภอแม่เมาะ อีกด้วย ในเวลาช่วงเช้าของฤดูหนาวจะมองเห็นทะเลหมอกปกคลุม ไปทั่วบริเวณ ซึ่งเป็นภาพที่ตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมากในจังหวัดลำปางมีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 480,000 ไร่ 786 ตาราง กิโลเมตร ครอบคลุม 4 อำเภอ คือ อำเภอเมืองปาน อำเภอเมือง อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ในอุทยานเป็นธารน้ำร้อนน้ำแร่ธรรมชาติ และธารน้ำตกที่เย็นไหลบรรจบกัน และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติและเดินลัดเลาะ เป็นน้ำตกแจ้ซ้อน ฯลฯ และจุดชมวิวธรรมชาติ และเทศกาล “ดอกเสี้ยว” (ดอกชงโคสีขาว) ที่บานสะพรั่งในฤดูหนาว ตลอดจนมีห้องอาบน้ำ แร่ และห้องพักไว้บริการให้กับ นักท่องเที่ยวด้วย

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนได้รับรางวัล “อุทยานแห่งชาติดีเด่นประจำปี 2543 ” ตามที่กรมป่าไม้ได้จัดงานวันสถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ 104 ปี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 โดยได้จัดประกวดอุทยานแห่งชาติดีเด่นด้านการท่องเที่ยวประจำปี 2543

สัญลักษณ์ประจำจังหวัดลำปาง


 

ตราประจำจังหวัดลำปาง

รูปไก่ขาวยืนอยู่ในซุ้มมณฑปพระธาตุลำปางหลวง

หมายถึง ไก่เผือก เป็นสัญลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยเมืองกุกุตตนคร (ตำนานเมืองลำปาง) และได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญ โดยปรากฏเครื่องหมายไก่เผือก คู่กับ ดวงตราแผ่นดินในศาลากลางเมืองลำปาง ตั้งแต่สมัยเริ่มเปลี่ยนที่ทำการเมืองจาก “เค้าสนามหลวง” เป็นศาลากลางเมืองนครลำปางขึ้น ในสมัยเริ่มสร้างศาลากลางหลังแรก เมื่อ พ.ศ. 2452

ซุ้มมณฑปที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นศิลปกรรมล้านนาที่งดงามมาก วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปาง มีองค์พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมเกษาธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก

ภาษาของภาคเหนือ

นอกจากนี้ คำเมืองเป็นภาษาของคนไท-ยวน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยหรืออาณาจักรล้านนา และ อาณาจักรโยนกในอดีต ปัจจุบันกล่มคนไท-ยวนได้กระจัดกระจายและมีถิ่นที่อยู่ในจังหวัดสระบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครราชสีมาอีกด้วยคำเมืองมีไวยากรณ์เหมือนกับภาษาไทยกลางแต่ใช้คำศัพท์ไม่เหมือนกัน แต่เดิมได้ใช้ คู่กับ ตั๋วเมือง,ตัวเมือง ซึ่งเป็นตัวอักษรของอาณาจักรล้านนาที่อักษรมอญใช้เป็นต้นแบบ

ภาษาเหนือหรือภาษาล้านนาเป็นภาษาย่อยหรือภาษาถิ่นของภาษาไทย ใช้กันในดินแดนล้านนา 8 จังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน